ทิศลมกับการสร้างบ้าน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้บ้านเย็นสบาย การเลือกทิศทางของบ้านที่เหมาะสมจะช่วยให้สามารถรับลมหรือป้องกันลมได้ตามความต้องการ
1. ทิศทางลมหลักในประเทศไทย
ประเทศไทยมีลมพัดหลัก ๆ 2 ฤดู ได้แก่:
-
ฤดูร้อน (กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม): ลมพัดจากทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ (SW)
-
ฤดูฝน (พฤษภาคม – ตุลาคม): ลมพัดจากทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ (SW)
-
ฤดูหนาว (พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์): ลมพัดจากทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ (NE)
2. แนวทางการวางตัวบ้านให้เหมาะกับทิศลม
-
หันบ้านให้รับลมธรรมชาติ: โดยทั่วไป บ้านที่หันไปทาง ทิศเหนือ-ใต้ จะได้รับลมดี และช่วยลดความร้อนจากแสงแดด
-
ออกแบบช่องเปิด (ประตู-หน้าต่าง) ให้รับลม: ให้เปิดรับลมจาก ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในฤดูร้อน และ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในฤดูหนาว
-
ใช้หน้าต่างบานใหญ่และระบายลมได้ดี: เช่น หน้าต่างบานเกล็ด บานเลื่อนขนาดใหญ่ หรือช่องลมใต้หลังคา
-
ปลูกต้นไม้ช่วยบังลมแรงและสร้างร่มเงา: ปลูกต้นไม้สูงทางทิศ ตะวันตก เพื่อบังแดดช่วงบ่าย และปลูกต้นไม้เตี้ยทางทิศที่ต้องการให้ลมผ่าน
3. ตัวอย่างการจัดวางพื้นที่บ้านให้เหมาะกับทิศลม
-
ห้องนอน: ควรอยู่ทางทิศ เหนือหรือทิศตะวันออก เพื่อรับแสงแดดยามเช้าและไม่ร้อนตอนบ่าย
-
ห้องนั่งเล่นและระเบียง: ควรเปิดรับลมจากทิศที่มีลมพัดผ่าน เช่น ทิศตะวันตกเฉียงใต้
-
ห้องครัว: ควรอยู่ ทิศใต้หรือทิศตะวันตก เพื่อลดกลิ่นอาหารเข้าบ้าน และรับลมระบายอากาศ
-
โรงจอดรถ: ควรอยู่ทางทิศ ตะวันตก เพื่อช่วยกันความร้อนให้ตัวบ้าน
4. การป้องกันลมแรงและฝุ่นละออง
-
หากอยู่ในพื้นที่ที่มีลมแรงมาก เช่น ใกล้ทะเล หรือพื้นที่โล่ง ควรปลูกแนวต้นไม้หรือทำรั้วโปร่งเพื่อชะลอแรงลม
-
หากบ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่น เช่น ใกล้ถนนใหญ่ ควรใช้บานหน้าต่างแบบปิดมิดชิด และปลูกต้นไม้ช่วยกรองฝุ่น
สรุป
การวางตัวบ้านให้เหมาะกับทิศลม จะช่วยให้บ้านเย็นสบาย ลดการใช้พลังงาน และทำให้สภาพแวดล้อมภายในบ้านดีขึ้น โดยการให้ความสำคัญกับ การจัดวางทิศทางบ้าน และ การออกแบบช่องลม เพื่อให้ลมถ่ายเทได้ดี